ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยตั้งอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หรือในเขตซีกโลกภาคเหนือ ระหว่างเส้นละติจูด 5-20
องศาเหนือ และระหว่างลองจิจูด 97-105 องศาตะวันออก
ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร
มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
รองจากประเทศอินโดนีเซียและพม่า ความยาวของประเทศ
วัดจากบริเวณที่อยู่เหนือสุด
คือ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จนถึงบริเวณใต้สุดที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
มีความยาวประมาณ 1,620 กิโลเมตรความกว้าวของประเทศ
วัดจากบริเวณที่อยู่ตะวันออกสุด คือ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
ไปถึงบริเวณที่กว้างตะวันตกสุด คือ ด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี มีความกว้างประมาณ 780 กิโลเมตร ส่วนแคบที่สุดของประเทศ
คือ พื้นที่ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วัดจากพรมแดนประเทศพม่าถึงชายฝั่งอ่าวไทย มีความกว้างเพียง 10.6 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรอินโดจีน
คือ บริเวณที่เรียกว่า “คอคอดกระ” อยู่ระหว่างอำเภอกระบุรี
จังหวัดระนอง กับ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร มีความกว้างประมาณ 64 กิโลเมตร
อาชีพของประชากรไทยส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่อาชีพเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพดั้งเดิมของชนชาวไทย รองลงมาคืออาชีพด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมนอกจากนี้ก็ประกอบอาชีพอื่น
ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการ รับราชการ รัฐวิสาหกิจ การเมือง แพทย์ ทนายความ และอีกหลายสาขาอาชีพ ตลอดจนผู้ใช้ฝีมือแรงงานทำนา มีฝนตก ต้องปลูกบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำสวน บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ ทำไร่ บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ เลี้ยงสัตว์
ภูมิอากาศแห้งแล้ง
เป็นทุ่งหญ้า ภาคเหนือ อาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรม และ อุตสาหกรรมไม้แปรรู้
โดยเฉพาะไม้สัก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาชีพหลัก
คือ อาชีพเกษตรกรรม ภาคกลาง อาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำนาเกลือ ทำประมง และเป็นแหล่งอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องไฟฟ้า การแปรรูปอาหาร ภาคตะวันออก อาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำไร่ และสวนผลไม้
และการทำประมง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมจากแหล่งน้ำมัน
และการขุดพลอย
ภาคตะวันตก อาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ ภาคใต้ อาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรม การทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมเหมือแร่
เกษตรกรรมในประเทศไทย
มีลักษณะแข่งขันสูง หลากหลายและเจนจัด
การส่งออกของไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในระดับนานาชาติ
ข้าวเจ้าเป็นพืชผลสำคัญที่สุดของประเทศ
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังตลาดข้าวโลก
โภคภัณฑ์การเกษตรอื่นมีทั้งปลาและผลิตภัณฑ์ปลา มันสำปะหลัง ยาง ธัญพืชและน้ำตาล
การส่งออกอาหารแปรรูปทางอุตสาหกรรม เช่น ทูน่ากระป๋อง สับปะรด
และกุ้งแช่แข็งกำลังมีเพิ่มขึ้น
การทำนาหว่านน้ำตมที่จะให้ได้ผลดีนั้น
จะต้องปรับพื้นที่นาให้สม่ำเสมอ มีคันนาล้อมรอบและสามารถควบคุมน้ำได้ การเตรียมดินก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเตรียมดินในนาดำ
หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ควรปล่อยให้เมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในนามีเวลางอกเป็นต้นข้าว
เพื่อลดปัญหาข้าวเรื้อ หรือข้าววัชพืชในนา แล้วจึงไถดะ
แล้วปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่มอยู่เสมอ ประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้เมล็ดวัชพืช
งอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเสียก่อนจึงปล่อยน้ำเข้านา แล้วทำการไถแปรและคราด
หรือใช้ลูกทุบตี จะช่วยทำลายวัชพืชได้ หากทำเช่นนี้ 1-2 ครั้ง
หรือมากกว่านั้น โดยทิ้งระยะห่างกันประมาณ 4-5 วัน
หลังจากไถดะไถแปร และคราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขังน้ำไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกหญ้าที่เป็นวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก
เป็นต้น งอกเสียก่อน จึงคราดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ลูกหญ้าจะหลุดลอยไปติดคันนาใต้ทางลม
ก็จะสามารถช้อนออกได้หมด เป็นการทำลายวัชพืชวิธีหนึ่ง เมื่อคราดแล้วจึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้สม่ำเสมอ
สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางข้าวให้จมลงไปในดินแทนการไถ หลังจากย่ำแล้วควรเอาน้ำแช่ไว้
ให้ฟางเน่าเปื่อยจนหมดความร้อนเสียก่อน อย่างน้อย 3 อาทิตย์
แล้วจึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของฟางจะเป็นอันตรายต่อต้นข้าว จะทำให้รากข้าวดำไม่สามารถหาอาหารได้
หลังจากนั้นจึงระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก การปรับพื้นที่นาหรือการปรับเทือกให้สม่ำเสมอ จะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก
การงอกของข้าวดีเติบโตสม่ำเสมอ เพราะเมล็ดข้าวมักจะตายถ้าตกลงไปในแอ่งหรือหลุมที่มีน้ำขัง
เว้นแต่กรณีดินเป็นกรดจัดละอองดินตกตะกอนเร็วเท่านั้นที่ต้นข้าวสามารถขึ้นได้ แต่ถ้าแปลงใหญ่เกินไปจะทำให้น้ำเกิดคลื่น
ทำให้ข้าวหลุดลอยง่าย และข้าวรวมกันเป็นกระจุก ไม่สม่ำเสมอ
นอกจากนั้นการปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ ยังช่วยควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืช
ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการทำนาหว่านน้ำตมอีกด้วย การปรับพื้นที่ทำเทือก
ควรทำก่อนหว่านข้าวหนึ่งวัน เพื่อให้ตะกอนตกดีเสียก่อน แล้วแบ่งกระทงนาออกเป็นแปลงย่อยๆ
ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของกระทงนา ทั้งนี้แล้วแต่ความสามารถของคนหว่าน
ถ้าคนหว่านมีความชำนาญอาจแบ่งให้กว้าง การแบ่งอาจใช้วิธีแหวกร่อง
หรือใช้ไหกระเทียมผูกเชือกลากให้เป็นร่องก็ได้ เพื่อให้น้ำตกลงจากแปลงให้หมด
และร่องนี้ยังใช้เป็นทางเดินระหว่างหว่านข้าว หว่านปุ๋ย และพ่นสารเคมีได้ตลอดแปลง
โดยไม่ต้องเข้าไปในแปลงย่อยได้อีกด้วย
ในปัจจุบันนี้ไม่มีบุคคลให้ความสนใจกับชาวนา
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วชาวนานั้นถือได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ถ้าไม่มีชาวนาก็จะไม่มีข้าวให้เราทาน ด้วยเหตุนี้ จึงวิจัยเรื่องภูมิปัญญาชาวนาไทย
เพื่ออยากให้บุคคลที่ไม่ค่อยสนใจกับเรื่องประวัติความเป็นมาของชาวนาไทยหันมาสนใจกันมากขึ้น
และเพื่อสำรวจความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่มีต่อชาวนาไทย
วัตถุประสงค์
1. การศึกษาพิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
2. คนในตำบลท่าพี่เลี้ยงมีทัศนคติที่ดีต่อพิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
สมมุติฐาน
1. การประกอบอาชีพเกษตรกรรมของคนไทยส่วนใหญ่นั้น มีการทำนากันเป็นจำนวนมากมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
2. ประชาชนในตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง
จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกร (การทำนา)
ตัวแปรต้น การศึกษาข้อมูลการพิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
ตัวแปรตาม 1. ผลจากการศึกษาภูมิปัญญาชาวนาไทยจากแหล่งที่พิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
2.
ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่/ประชาชนที่มีต่อภูมิปัญญาชาวนาไทย
ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ตั้งแต่วันที่
25 ตุลาคม 2555 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม
2555
ขอบเขตของการวิจัย
ในการศึกษาเรื่องการศึกษาภูมิปัญญาชาวนาไทยจังหวัดสุพรรณบุรี
1. ประชากร ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 50 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง
ประชาชนในบริเวณพิพิธภัณฑ์ชาวนาไทย
ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นักท่องเที่ยวในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ชาวนาไทยจำนวน
20 คน
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. คอคอดกระ หมายถึง เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายูอยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ประมาณกิโลเมตรที่ 545 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
4 ห่างจากเขตเทศบาลเมือง 66
กิโลเมตร ในบริเวณนี้มีแผ่นป้ายคอนกรีตขนาดใหญ่จำลอง
2. กระดูกสันหลังของชาติ หมายถึง ชาวนา
3. เกษตรกรรม หมายถึง กระบวนการผลิตอาหาร เส้นใย เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยวิธีการเพาะปลูกพืช
4. ข้าว เป็นพืชจำพวก ธัญพืช
ที่สามารถกินเมล็ดได้ ถือเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
5. ชาวนา หมายถึง
บุคคลที่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม
6. นา หมายถึง พื้นที่สำหรับปลูกข้าว
7. บรรพบุรุษ หมายถึง บุคคลที่นับตั้งแต่ปู่ย่าตายายขึ้นไป
8. ประเทศ หมายถึง รัฐปกครองตนเองที่มีเอกราชเป็นของตนเอง
9. พิพิธภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของต่างๆที่รวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา
เช่น โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นต้น
10. วิถีชีวิต หมายถึง การดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณี
11. อาชีพ หมายถึง ประเภทหรือชนิดของงานที่บุคคลนั้นทำอยู่
12. อุดมสมบูรณ์ หมายถึง มีทุกอย่างโดยไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม
13. หล่อเลี้ยง หมายถึง ยังชีพไว้ให้คงอยู่ต่อไป
ประโยชน์ของการวิจัย
1.
ได้รู้ประวัติความเป็นมาของชาวนาไทยว่าสมัยก่อนนั้นการทำมาหากินโดยวิธีอย่างไร
2.
ทำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความอยากลำบากของชาวนาไทยว่าการที่จะได้ข้าวมาแต่ละเม็ดต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น