บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
วิกิพีเดีย กล่าวว่า ชาวนา คือบุคคลผู้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ในประเทศไทยมักมีความหมายถึงผู้มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก ชาวนาในประเทศไทยนับว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด
เพราะข้าวเป็นอาหาร หลักของคนไทย อาชีพทำนาเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย
ที่สืบทอดมายังอนุชนรุ่นหลัง
โดยส่วนใหญ่แล้วชาวนาจะใช้ชีวิตอยู่โดยสงบเงียบในชนบทการทำงานของชาวนาจะเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำตลอดทั้งปี
เพราะหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวประจำปีแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ต่ออีก
หรือไม่ก็เลี้ยงปศุสัตว์หรือสัตว์อื่น ๆ เสริม เช่น ปลา
และ เป็ด เป็นตัน โดยปกติปลาจะอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในนาข้าว ดังนั้น
ต้นกล้าและปลาจะเติบโตไปพร้อม ๆ กันในประเทศไทยส่วนใหญ่จะปลูกข้าวกันทั้งประเทศ
และปลูกกันมากในภาคกลาง ซึ่งจนถึงกับบางครั้งมีคำกล่าวที่เรียกภาคกลางของประเทศไทย
ว่า "อู่ข้าวอู่น้ำ" ของเอเชีย ชาวนาไทยทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน คือ
ความจริงของชาวนาไทย ทำงานเหน็ดเหนื่อยมากอีกอาชีพหนึ่ง แต่ผลตอบแทนได้น้อยเหลือคณานับ
แต่ถ้าคนไทยเราช่วยกันเห็นแกเห็นใจกันรับรองอีกไม่นาน ชาวนาไทยจะต้องมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นแน่ๆๆ
อานันท์ปภา
ฉลาดเอื้อ
กล่าวว่า ชาวนาเป็นอาชีพที่มีบุญคุณต่อพวกเราชาวไทย และชาวโลก เนื่องจากอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ผลิตข้าวเพื่อมาหล่อเลี้ยงประชากรโลก
แต่จะมี สักกี่คนที่เห็นอกเห็นใจพี่น้องชาวนาไทย แม้กระทั่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและร่ำรวยขึ้นทุกวันๆ
คือเจ้าของโรงสี จะมีสักกี่รายที่ให้เกียรติชาวนา มีแต่จะคอยกดราคา
และกดขี่อยู่ตลอดเวลา คงไม่ได้สำนึกหรอกว่าที่ตนตนเองอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะยืนอยู่บนหลังชาวนา
หรือแม้กระทั่งลูกชาวนาเองก็ตามจะมีสักกี่คนเมื่อได้เป็นใหญ่เป็นโตในแผ่น ดินแล้วจะเห็นอกเห็นใจอาชีพของบรรพบุรุษ
และแล้วจะมีพี่น้องชาวนาด้วยกันเองสักกี่คนที่จะได้เห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ใน อาชีพด้วยกันเอง
ดังนั้นถึงเวลาแล้วครับในการที่จะขับเคลื่อนให้อาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ยืน อยู่ในแผ่นดินไทยได้อย่างสง่างาม กระบวนการจัดการความรู้
(Knowledge Manarement -KM) จึงเป็นเครื่องมือที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมาย
ปลายทางนั้น
จากความหมายทั้งหมดสรุปได้ว่า
ชาวนาไทย เป็นอาชีพที่มีบุญคุณต่อพวกเราชาวไทย และชาวโลก เนื่องจากอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ผลิตข้าวเพื่อมาหล่อเลี้ยงประชากรโลก ชาวนาไทย
ทำงานเหน็ดเหนื่อยมากอีกอาชีพหนึ่ง แต่ผลตอบแทนได้น้อยเหลือคณานับ
และที่สำคัญเป็นอาชีพที่คนบางส่วนคิดว่าต้อยต่ำแต่ที่จริงแล้วอาชีพชาวนานั้นเป็นอาชีพที่สูงกว่าอาชีพใดๆ
ในโลกเสียอีกภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ
วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง
จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์
สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย
ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง
สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า
ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
ภูมิปัญญา หมายถึง
พื้นฐานความรู้ความสามารถ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรม
ความสามารถในการแก้ไขปัญหา โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัว
และดำรงชีพในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในการปรับตัว
และดำรงชีพในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้มีการพัฒนาสืบสานกันมา
อันเป็นผลของการใช้สติปัญญาปรับตัวให้เข้ากับสภาพต่าง ๆ
ในพื้นที่ที่กลุ่มชนเหล่านั้นตั้งถิ่นฐานอยู่
รวมทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับกลุ่มอื่น
ดังนั้นภูมิปัญญาไทย
จึงหมายถึง องค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ
ของการดำรงชีวิตของคนไทยที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ทั้งทางตรง และทางอ้อม
ที่ประกอบด้วยแนวคิดในการแก้ปัญหาของตนเองจนเกิดการหลอมรวมเป็นแนวความคิดสำหรับแก้ปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง
ซึ่งสามารถพัฒนาความรู้ดังกล่าว แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามกาลเวลา
ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง
แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัคนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก
ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร
หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป
อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้
1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา
- ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน
สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม
โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม
- เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา
โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม
ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น
1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน -
เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน -
นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว
มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้
เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต
นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย
3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน -
การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจากธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ
และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน
4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม -
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยูทั่วไป
เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด
ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี
5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน -
ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม
ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ
6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน
-
ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก
เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์
หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม -
เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมชั้นเยี่ยม
ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่าที่ควร
หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่เยาวชน
จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง
8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่
จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อแก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกและเพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุกภูมิภาคของไทย
วิธีทำนาแบบต่างๆ
การทำนาข้าว หมายถึง
การปลูกข้าว
การปลูกข้าวในประเทศไทย
แบ่งออกได้เป็น 3 วิธีด้วยกัน ดังนี้
ภาพที่่ 1
1.ข้าวไร่
การปลูกข้าวไร่ หมายถึง การปลูกข้าวบนที่ดอนและไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก
ชนิดของข้าวที่ปลูกก็เรียกว่า ข้าวไร่ พื้นที่ดอนส่วนมาก เช่น
เชิงภูเขามักจะไม่มีระดับ คือ สูง ๆ ต่ำ ๆ จึงไม่สามารถไถเตรียมดินและปรับระดับได้ง่าย
ๆ เหมือนกับพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นชาวนามักจะปลูกแบบหยอด
โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและต้นไม้เล็กออก แล้วทำความสะอาดพื้นที่ที่จะปลูกแล้วใช้หลักไม้ปลายแหลมเจาะดินเป็นหลุมเล็ก
ๆ ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร ปากหลุมมีขนาดกว้างประมาณ 1 นิ้ว
หลุมนี้มีระยะห่างกันประมาณ 25 x 25 เซนติเมตร
ระหว่างแถวและระหว่างหลุมภายในแถว ปกติจะต้องหยอดเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังจากที่ได้เจาะหลุม
โดยหยอด 5-8 เมล็ดต่อหลุม หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วก็ใช้เท้ากลบดินปากหลุม เมื่อฝนตกลงมาหรือเมล็ดได้รับความชื้นจากดิน
ก็จะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว เนื่องจากที่ดอนไม่มีน้ำขังและไม่มีการชลประทาน การปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว
พื้นดินที่ปลูกข้าวไร่จะแห้งและขาดน้ำทันทีเมื่อสิ้นฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่จะต้องใช้พันธุ์ที่มีอายุเบา
โดยปลูกในต้นฤดูฝน และแก่เก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน การปลูกข้าวไร่
ชาวนาจะต้องหมั่นกำจัดวัชพืช เพราะที่ดอนมักจะมีวัชพืชมากกว่าที่ลุ่ม เนื้อที่ที่ใช้ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อย
และมีปลูกมากในภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางปลูกข้าวไร่น้อยมาก
ภาพที่ 2
2.ข้าวนาดำ
การปลูกข้าวในนาดำ เรียกว่า การปักดำ
ซึ่งวิธีการปลูกแบ่งออกได้เป็นสองตอน ตอนแรกได้แก่การตกกล้าในแปลงขนาดเล็ก และตอนที่สองได้แก่การถอนต้นกล้าเอาไปปักดำในนาผืนใหญ่
ดังนั้น การปลูกแบบปักดำอาจเรียกว่า indirect seeding ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
2.1การเตรียมดิน
การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าวแบบปักดำ
ต้องทำการเตรียมดินดีกว่าการปลูกข้าวไร่ ซึ่งมีการไถดะ การไถแปร และการคราด ปกติการไถและคราดในนาดำมักจะใช้แรงวัว
ควาย หรือแทร็กเตอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่าควายเหล็ก หรือไถยนต์เดินตาม ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นที่นาดำนั้นได้มีคันนาแบ่งกั้นออกเป็นแปลงเล็ก
ๆ ขนาดแปลงละ 1 ไร่หรือเล็กกว่านี้ คันนามีไว้สำหรับกักเก็บน้ำ
หรือปล่อยน้ำทิ้งจากแปลงนา นาดำจึงมีการบังคับน้ำในนาได้บ้างพอสมควร ก่อนที่จะทำการไถจะต้องรอให้ดินมีความชื้นพอที่จะไถได้เสียก่อน
ปกติจะต้องรอให้ฝนตกจนมีน้ำขังในผืนนา หรือไขน้ำเข้าไปในนาเพื่อทำให้ดินเปียก
2.2 การตกกล้า
การตกกล้า หมายถึง การเอาเมล็ดไปหว่านให้งอก และเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นกล้า
เพื่อเอาไปปักดำ การตกกล้าสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันคือ
2.2.1 การตกกล้าในดินเปียก
การตกกล้าในดินเปียก จะต้องเลือกหาพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินดีเป็นพิเศษ
สามารถป้องกันนกและหนูที่จะเข้าทำลายต้นกล้าได้เป็นอย่างดี และมีน้ำพอเพียงกับความต้องการ
การเตรียมดินก็มีการไถดะ ไถแปร และคราด ดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ต้องยกเป็นแปลงสูงกว่าระดับน้ำในผืนนานั้นประมาณ
3-5 เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เมล็ดที่หว่านลงไปจมน้ำและดินนั้นเปียกชุ่มอยู่เสมอด้วย
จะเป็นการดียิ่งขึ้นถ้าแปลงนี้ได้แบ่งออกเป็นแปลงย่อยขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร และมีความยาวขนานไปกับทิศทางลม
ระหว่างแปลงเว้นช่องว่างไว้สำหรับเดินประมาณ 30 เซนติเมตร
เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้าถูกทำลายโดยโรคไหม้หรือแมลงบางชนิด เมล็ดพันธุ์ที่เอามาตากกล้าจะต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ปราศจากเชื้อโรคต่าง
ๆ ด้วยเหตุนี้จะต้องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์เสียก่อน
โดยแยกเอามาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์ และเอาเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าปกติทิ้งไปเอาเมล็ดที่ต้องการตกกล้าใส่ถุงผ้าไปแช่ในน้ำนาน
12-24 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาวางไว้บนแผ่นกระดานในที่ที่มีลมถ่ายเทได้สะดวก และเอาผ้าหรือกระสอบเปียกน้ำคลุมไว้นาน
36-48 ชั่วโมง ซึ่งเรียกว่าการหุ้ม หลังจากที่ได้หุ้มเมล็ดไว้ครบ 36-48
ชั่วโมงแล้ว เมล็ดข้าวก็จะงอก จึงเอาไปหว่านลงบนแปลงกล้าที่ได้เตรียมไว้
ก่อนที่จะหว่านเมล็ดลงบนแปลงกล้า ควรใส่ปุ๋ยพวกที่ให้ธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเสียก่อน
และใช้ไม้กระดานลูบแปลงเพื่อกลบปุ๋ยลงไปในดิน หากดินดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย
ปกติใช้เมล็ดพันธุ์จำนวน 40-50 กิโลกรัมต่อเนื้อที่แปลงกล้าหนึ่งไร่
เมื่อต้นกล้ามีอายุครบ 25-30 วัน นับจากวันหว่านเมล็ด
ต้นกล้าก็จะมีขนาดโตพอที่จะถอนเอาไปปักดำได้ การตกกล้าแบบนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในการทำนาดำในประเทศไทย
2.2.2 การตกกล้าในดินแห้ง
การตกกล้าในดินแห้ง ในกรณีที่ชาวนาไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการตกกล้าในดินเปียก
ชาวนาอาจทำการตกกล้าบนที่ดินซึ่งไม่มีน้ำขัง โดยเอาเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่ยังไม่ได้เพาะให้งอก
ไปโรยไว้ในแถวที่เปิดเป็นร่องเล็ก ๆ ขนาดแถวยาวประมาณ 1 เมตร จำนวนหลายแถว แล้วกลบด้วยดินเพื่อป้องกันนกและหนู
หลังจากนั้นก็รดน้ำแบบรดน้ำผักวันละ 2 ครั้ง เมล็ดก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้นกล้าเหมือนกับการตกกล้าในดินเปียก
ปกติใช้เมล็ดพันธุ์จำนวน 7-10กรัมต่อหนึ่งแถวที่มีความยาว 1 เมตร และแถวห่างกันประมาณ
10 เซนติเมตร หลังจากโรยเมล็ดและกลบดินแล้ว ควรหว่านปุ๋ยพวกที่ให้ธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสลงไปด้วย
2.2.3การตกกล้าแบบดาปก
การตกกล้าแบบดาปก การตกกล้าแบบนี้เป็นที่นิยมทำกันมาก
ในประเทศฟิลิปปินส์ ขั้นแรกทำการเตรียมพื้นที่ดินเหมือนกับการ ตกกล้าในดินเปียก แล้วยกเป็นแปลงสูงกว่าระดับน้ำ
5-10 เซนติเมตร หรือใช้พื้นที่ดอนเรียบหรือเป็นพื้นคอนกรีต ก็ได้ แล้วใช้กาบของต้นกล้วยต่อกันเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ขนาดกว้าง 1 เมตร และยาวประมาณ 1.5 เมตร ต่อจากนั้นเอาใบกล้วยที่ไม่มีก้านกลางวางเรียงเพื่อปู
เป็นพื้นที่ในกรอบนั้น ให้เอาด้านล่างของใบหงายขึ้นและไม่ให้มีรอยแตกของใบ เพราะฉะนั้นใบกล้วยที่ปูพื้นนั้นจะต้องวางซ้อนกันเป็นทอด
ๆ แล้วเอา เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ซึ่งได้เพาะให้งอกแต่ยังไม่มีรากโผล่ ออกมาโรยลงไปในกรอบที่เตรียมไว
้นี้ ใช้เมล็ดพันธุ์หนัก 3 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร
ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ที่โรยลงไปในกรอบ จะซ้อนกันเป็น 2-3 ชั้น หลังจากโรยเมล็ดแล้ว
จะต้องใช้บัวรดน้ำชนิดรูเล็กมาก รดลงในกรอบที่โรยเมล็ดนี้วันละ 2-3 ครั้ง
ในที่สุดเมล็ดก็จะงอกและเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นกล้า ข้อสำคัญในการตกกล้าแบบนี้
คือ ต้องไม่ให้น้ำท่วมแปลงกล้า ต้นกล้าแบบนี้อายุประมาณ 10-14 วัน
ก็พร้อมที่ใช้ปักดำได้หรือจะเอาไปปักดำกอละหลาย ๆ ต้น ซึ่งเรียกว่า ซิมกล้า
เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งและโตสำหรับปักดำจริง ๆ ซึ่งนิยมทำกันมากในภาคเหนือของประเทศไทย
การที่จะเอาต้นกล้าไปปักดำ ไม่จำเป็นต้องถอนต้นกล้าเหมือนกับวิธีอื่น ๆ เพราะรากของต้นกล้าเกาะกันแน่นระหว่างต้น
และรากก็ไม่ได้ทะลุใบกล้วยลงไปในดิน ฉะนั้นชาวนาจึงทำการม้วนใบกล้วยแบบม้วนเสื่อ
โดยมีต้นกล้าอยู่ภายในการม้วนก็ ควรม้วนหลวม ๆ แล้วขนไปยังแปลงนาที่จะปักดำ
2.3ปักดำ
การปักดำ เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน
จากการตกกล้าในดินเปียกหรือการตกกล้าในดินแห้ง ก็จะโตพอที่จะถอนเอาไปปักดำได้
สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าแบบดาปกนั้น ในเมืองไทยยังไม่เคยปฏิบัติ
คิดว่าจะต้องมีอายุประมาณ 20 วัน จึงเอาไปปักดำได้ เพราะต้นกล้าขนาด 10-14 วันนั้น
อาจมีขนาดเล็กเกินไปที่จะใช้ปักดำในพื้นที่นาของเรา ขั้นแรกให้ถอนต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงแล้วมัดรวมกันเป็นมัด
ๆ ถ้าต้นกล้าสูงมากก็ให้ตัดปลายใบทิ้ง
สำหรับต้นกล้าที่ได้มาจากการตกกล้าในดินเปียก จะต้องสลัดเอาดินโคลนที่รากออกเสียด้วย
แล้วเอาไปปักดำในพื้นที่นาที่ได้เตรียมไว้ พื้นที่นาที่ใช้ปักดำควรมีน้ำขังอยู่ประมาณ
5-10 เซนติเมตร เพราะต้นข้าวอาจถูกลมพัดจนพับลงได้ในเมื่อนานั้นไม่มีน้ำอยู่เลย ถ้าระดับน้ำในนานั้นลึกมาก
ต้นข้าวที่ปักดำอาจจมน้ำในระยะแรก และทำให้ต้นข้าวจะต้องยึดต้นมากกว่าปกติ
จนมีผลให้แตกกอน้อย การปักดำที่จะให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องปักดำให้เป็นแถวเป็นแนว และมีระยะห่างระหว่างกอมากพอสมควร
โดยทั่วไปแล้วการปักดำมักใช้ต้นกล้าจำนวน 3-4 ต้นต่อกอ ระยะปลูกหรือปักดำ 25 x 25
เซนติเมตร ระหว่างกอและระหว่างแถว
ภาพที่ 3
3.ข้าวนาหว่าน
การปลูกข้าวนาหว่าน เป็นการปลูกข้าวโดยเอาเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปในพื้นที่นาที่ได้ไถเตรียมดินไว้โดยตรง
ซึ่งเรียกว่า direct
seeding การเตรียมดินก็มีการไถดะและไถแปร ปกติชาวนาจะเริ่มไถนาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านตั้งแต่เดือนเมษายน
เนื่องจากพื้นที่นาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านไม่มีค้นนากั้น จึงสะดวกแก่การไถด้วยรถแทร็กเตอร์ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีชาวนาจำนวนมากที่ใช้ แรงวัวและควายไถนา
การปลูกข้าวนาหว่านมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ
และการหว่านน้ำตม
หลังจากทำการปลูกข้าวแล้ว
ยังมีขั้นตอนอื่นๆที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึง ดังต่อไปนี้
การดูแลรักษาต้นข้าว
ในระหว่างการเจริญเติบโตของต้นข้าว ตั้งแต่การหยอดเมล็ด
การหว่านเมล็ด การปักดำ ต้นข้าวต้องการน้ำและปุ๋ยสำหรับการเจริญเติบโต ในระยะนี้ต้นข้าวอาจถูกโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิดเข้ามาทำลายต้นข้าว โดยทำให้ต้นข้าวแห้งตาย
หรือผลผลิตต่ำและคุณภาพเมล็ดไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้นนอกจากจะมีวิธีการปลูกที่ดีแล้ว
จะต้องมีวิธีการดูแลรักษาที่ดีอีกด้วย ผู้ปลูกจะต้องหมั่นออกไปตรวจดูต้นข้าวที่ปลูกไว้เสมอ
ๆ ในแปลงที่ปลูกข้าวไร่ จะต้องมีการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ย และพ่นยาเคมีเพื่อป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูที่อาจเกิดระบาดขึ้นได้ ในแปลงกล้าและแปลงปักดำ
จะต้องมีการใส่ปุ๋ย มีน้ำเพียงพอกับความต้องการของต้นข้าว และพ่นยาเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าว นอกจากนี้ชาวนาจะต้องหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปักดำอีกด้วย เพราะวัชพืชเป็นตัวที่แย่งปุ๋ยไปจากต้นข้าว
ในพื้นที่นาหว่าน
ชาวนาจะต้องกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีพ่น
หรือใช้แรงคนถอนทิ้งไปก็ได้ นอกจากนี้จะต้องพ่นสารเคมีเพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงอีกด้วย เนื่องจากพื้นที่นาหว่านมักจะมีระดับน้ำลึกกว่านาดำ
ฉะนั้น
ชาวนาควรใส่ปุ๋ยก่อนที่น้ำจะลึก
ยกเว้นในพื้นที่ที่น้ำไม่ลึกมากก็ให้ใส่ปุ๋ยแบบนาดำทั่ว ๆ ไป
ภาพที่ 4
การเก็บเกี่ยวข้าว
เมื่อดอกข้าวได้บานและมีการผสมเกสรแล้วหนึ่งสัปดาห์
ภายในที่ห่อหุ้มด้วย lemma
และ palea ก็จะเริ่มเป็นแป้งเหลวสีขาว ในสัปดาห์ที่สองแป้งเหลวนั้นก็จะแห้งกลายเป็นแป้งค่อนข้างแข็ง
และในสัปดาห์ที่สามแป้งก็จะแข็งตัวมากยิ่งขึ้นเป็นรูปร่างของเมล็ดข้าวกล้อง แต่มันจะแก่เก็บเกี่ยวได้
ในสัปดาห์ที่สี่นับจากวันที่ผสมเกสร จึงเป็นที่เชื่อถือได้ว่า
เมล็ดข้าวจะแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้หลังจากออกดอกแล้วประมาณ 28-30 วัน ชาวนาในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ใช้เคียวสำหรับเกี่ยวข้าวทีละหลาย
ๆ รวง ส่วนชาวนาในภาคใต้ใช้แกระสำหรับเกี่ยวข้าวทีละรวง เคียวที่ใช้เกี่ยวข้าวมีอยู่
2 ชนิด ได้แก่ เคียวนาสวน และเคียวนาเมือง เคียวนาสวนเป็นเคียววงกว้าง ใช้สำหรับเกี่ยวข้าวนาสวนซึ่งได้ปลูกไว้แบบปักดำ
แต่ถ้าผู้ใช้มีความชำนาญก็อาจเอาไปใช้เกี่ยวข้าวนาเมืองก็ได้ ส่วนเคียวนาเมืองเป็นเคียววงแคบและมีด้ามยาวกว่าเคียวนาสวน
เคียวนาเมืองใช้เกี่ยวข้าวนาเมือง ซึ่งได้ปลูกไว้แบบหว่าน ข้าวที่เกี่ยวด้วยเคียวไม่จำเป็นต้องมีคอรวงยาว
เพราะข้าวที่เกี่ยวมาจะถูกรวบมัดเป็นกำ ๆ ส่วนข้าวที่เกี่ยวด้วยแกระจำเป็นต้องมีคอรวงยาว
เพราะชาวนาต้องเกี่ยวเฉพาะรวงที่ละรวงแล้วมัดเป็นกำๆ ข้าวที่เกี่ยวด้วยแกระชาวนาจะเก็บไว้ในยุ้งฉางซึ่งโปร่ง
มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และจะทำการนวดเมื่อต้องการขาย หรือต้องการสีเป็นข้าวสาร ข้าวที่เกี่ยวด้วยเคียวซึ่งปลูกไว้แบบปักดำ
ชาวนาจะทิ้งไว้ในนาจนหมดซัง เพื่อตากแดดให้แห้งเป็นเวลา 3-5 วัน สำหรับข้าวที่ปลูกแบบหว่านพื้นที่นาจะแห้งในระยะเก็บเกี่ยว
ข้าวจึงแห้งก่อนเก็บเกี่ยว ข้าวที่เกี่ยวแล้วจะกองทิ้งไว้บนพื้นที่นาเป็นรูปต่าง ๆ
กันเป็นเวลา 5-7 วัน เช่น รูปสามเหลี่ยม แล้วจึงขนมาที่ลานสำหรับนวด ข้าวที่นวดแล้วจะถูกขนย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง
หรือส่งไปขายที่
โรงสีทันทีก็ได้
ภาพที่ 5
การนวดข้าว
การนวดข้าว หมายถึง การเอาเมล็ดข้าวออกจากรวง
แล้วทำความสะอาดเพื่อแยกเมล็ดข้าวลีบและเศษฟางข้าวออกไป เหลือไว้เฉพาะเมล็ดข้าวเปลือกที่ต้องการเท่านั้น ขั้นแรกจะต้องขนข้าวที่เกี่ยวจากนาไปกองไว้บนลานสำหรับนวด การกองข้าวสำหรับนวดก็มีหลายวิธี
แต่หลักสำคัญมีอยู่ว่าการกองจะต้องเป็นระเบียบ ถ้ากองไม่เป็นระเบียบมัดข้าวจะอยู่สูง
ๆ ต่ำ ๆ
ทำให้เมล็ดข้าวได้รับความเสียหายและคุณภาพต่ำ ปกติจะกองไว้เป็นรูปวงกลมชาวนามักจะนวดข้าวหลังจากที่ได้ตากข้าวให้แห้งเป็นเวลา
5-7
วัน
ซึ่งเมล็ดข้าวเปลือกมีความชื้นประมาณ 13-15% เมล็ดที่ได้เกี่ยวมาใหม่ ๆ จะมีความชื้นประมาณ 20-25%
การนวดข้าวก็ใช้แรงสัตว์ เช่น วัว ควาย ขึ้นไปเหยียบย่ำเพื่อขยี้ให้เมล็ดหลุดออกจากรวงข้าว
รวงข้าวที่เอาเมล็ดออกหมดแล้ว เรียกว่า ฟางข้าว
ที่กล่าวนี้เป็นวิธีหนึ่งของการนวดข้าว ซึ่งที่จริงแล้วการนวดข้าวมีหลายวิธี
เช่น การนวดแบบฟาดกำข้าว การนวดแบบใช้คำย่ำ การนวดแบบใช้ควายย่ำ
การนวดโดยใช้เครื่องทุ่นแรงย่ำ
การทำความสะอาดเมล็ดข้าว
การทำความสะอาดเมล็ดข้าวหมายถึง การเอาข้าวเปลือกออกจากสิ่งเจือปนอื่น
ๆ ซึ่งทำได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
1. การสาดข้าว ใช้พลั่วสาดเมล็ดข้าวขึ้นไปในอากาศ เพื่อให้ลมที่ได้จากการกระพือพัดเอาสิ่งเจือปนออกไป ส่วนเมล็ดข้าวเปลือกที่ดีก็จะตกมารวมกันเป็นกองที่พื้น
2. การใช้กระด้งฝัด โดยใช้กระด้งแยกเมล็ดข้าวดีและสิ่งเจือปนให้อยู่คนละด้านของกระด้ง แล้วฝัดเอาสิ่งเจือปนทิ้ง
วิธีนี้ใช้กับข้าวที่มีปริมาณน้อยๆ
3. การใช้เครื่องสีฝัด เป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่ใช้หลักการให้ลมพัดเอาสิ่งเจือปนออกไป โดยใช้แรงคนหมุนพัดลมในเครื่องสีฝัดนั้น
พัดลมนี้อาจใช้เครื่องยนต์เล็ก ๆ หมุนก็ได้ วิธีนี้เป็นวิธีทำความสะอาดเมล็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
ภาพที่ 6
การตากข้าว
เพื่อรักษาคุณภาพเมล็ดข้าวให้ได้มาตรฐานอยู่เป็นเวลานาน
ๆ หลังจากนวดและทำความสะอาดเมล็ดแล้ว จึงจำเป็นต้องเอาข้าวเปลือกไปตากอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเอาไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง
ทั้งนี้เพื่อให้ได้เมล็ดข้าวเปลือกที่แห้ง และมีความชื้นของเมล็ดประมาณ 13-15% เมล็ดข้าวในยุ้งฉางที่มีความชื้นสูงกว่านี้
จะทำให้เกิดความร้อนสูงจนคุณภาพข้าวเสื่อม นอกจากนี้จะทำให้เชื้อราต่าง ๆ ที่ติดมากับเมล็ดขยายพันธุ์ได้ดี
จนสามารถทำลายเมล็ดข้าวเปลือกได้เป็นจำนวนมาก การตากข้าวในระยะนี้ ควรตากบนลานที่สามารถแผ่กระจายเมล็ดข้าวให้ได้รับแสงแดดโดยทั่วถึงกัน
และควรตากไว้นานประมาณ 3-4 แดด ในต่างประเทศเขาใช้เครื่องอบข้าว เพื่อลดความชื้นในเมล็ด
ซึ่งเรียกว่า drier
โดยให้เมล็ดข้าวผ่านอากาศร้อน
การเก็บรักษาข้าว
หลังจากชาวนาได้ตากเมล็ดข้าวจนแห้ง และมีความชื้นในเมล็ดประมาณ
13-15% แล้วนั้น ชาวนาก็จะเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เพื่อไว้บริโภคละแบ่งขาย
เมื่อข้าวมีราคาสูง และอีกส่วนหนึ่งชาวนาจะแบ่งไว้ทำพันธุ์ ฉะนั้นข้าวพวกนี้จะต้องเก็บไว้เป็นอย่างดี โดยรักษาให้ข้าวนั้นมีคุณภาพได้มาตรฐานอยู่ตลอดเวลาและไม่สูญเสียความงอก ข้าวพวกนี้ควรเก็บไว้ในยุ้งฉางที่ดี
ซึ่งทำด้วยไม้ยกพื้นสูงอย่างน้อย 1 เมตร อากาศถ่ายเทได้สะดวก
เพื่อจะได้ระบายความชื้นและความร้อนออกไปจากยุ้งฉาง นอกจากนี้หลังคาของฉางจะต้องไม่รั่ว
และสามารถกันน้ำฝนไม่ให้หยดลงไปในฉางได้ ก่อนเอาข้าวขึ้นไปเก็บไว้ในยุ้งฉางจำเป็นต้องทำความสะอาดฉางเสียก่อน โดยปัดกวาดแล้วพ่นด้วยยาฆ่าแมลง
อุปกรณ์การทำนา
ภาพที่่ 7 ขอฉาย
ขอฉาย
มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น คันฉาย ไม้สงฟาง กระดองหาย ดองหาย
หรือดองฉาย ของฉายเป็นเครื่องมือของชาวนาชาวไร่ในการสงฟาง สงต้นถั่วในเวลานวด ของฉายทำจากลำไม้ไผ่ลำเล็ก
ๆ มือจับได้รอบ ลำไม้ไผ่จะต้องแก่จัด ตัดไม้ไผ่ยาวประมาณ 2 เมตร หาลำไม้ไผ่ที่มีแขนงโค้ง ๆ
และแข็งแรง เพื่อจะได้ดัดเป็นขอใช้สงฟางหรือสิ่งต่าง ๆ ได้
ส่วนแขนงที่แตกออกมาตามข้อไม้ไผ่ข้ออื่น ๆ จะเหลาให้เรียบ
เหลือเพียงแขนงที่ทำเป็นขอเท่านั้น เหลาปลายขอสำหรับสงฟางหรือเกี่ยวให้แหลม การที่ทำให้ขอโค้งขอตามความต้องการ
ชาวนาจะใช้ขอลนไฟแล้วค่อย ๆ ดัด จนขอไม้ไผ่นั้นโค้งตามต้องการ
แขนงไผ่ที่แตกมาตามข้อเพื่อทำเป็นขอบางที่หายาก ก็จะใช้เหล็กมาดัดเป็นขอแทน
โดยใช้เหล็กส่วนที่เป็นโคนตอกเข้าไปในรูไม้ไผ่ หรือใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นด้ามถือก็มี
ตัวขอจะแน่นยิ่งขึ้นถ้าใช้ครั่งลนไฟเชื่อม พอครั่งเย็นจะยึดเหล็กที่ทำเป็นขอจนแน่น
ปลายเหล็กเป็นขอเผาไฟให้แดงใช้ค้อนทุบให้แหลมคม บางทีก็ใช้ตะไบถู
การใช้ขอฉายจะใช้ในเวลานวดข้าว หรือนวดถั่ว การนวดในสมัยก่อนจะใช้ควายหลาย ๆ ตัว
เดินวนไปตามฟ่อนข้าวหรือฟ่อนถั่ว พอจะคาดคะเนว่าเมล็ดข้าวเปลือกหรือถั่วร่วงหล่นจากรวงมากแล้ว
ก็จะใช้ขอฉายส่วนเป็นขอสงฟางสงตัวถั่วกลับไปมา
เพื่อให้เมล็ดข้าวเปลือกหรือเมล็ดถั่วหล่นมากองที่ลาน
หากควายเดินเหยียบจนเมล็ดออกจากรวงหมดแล้ว ก็ใช้ขอฉายสงฟางออกให้หมด
จะเหลือข้าวเปลือกกองในลานเท่านั้น ข้าวเปลือกกองอยู่อาจมีเศษฟาง เศษข้าวลีบปนอยู่
จะนำไปวีข้าว หรือใช้พลั่วสาดข้าวอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะขนเก็บขึ้นยุ้งฉาง
ปัจจุบันการใช้ขอฉายหรือคันฉาย
สำหรับสงฟางไม่ค่อยมีใช้กันแล้ว เพราะมีเครื่องจักรกลทันสมัย
พอใส่ฟ่อนข้าวเปลือกลงไป จะแยกเมล็ดข้าวเปลือกออกจากรวงข้าวได้เลย
ข้าวเปลือกจะไหลมากองรวมอีกที่หนึ่ง ส่วนฟางข้าวจะปลิวไปกองอีกส่วนหนึ่ง การเก็บรักษาขอฉายให้คงทนควรลนไฟบ่อย
ๆ เพราะจะเป็นการป้องกันตัวมอดกัดกิน เนื้อไม
ภาพที่่ 8 ครกกระเดื่อง
ครกกระเดื่อง เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าว
ตำถั่ว ตำข้าวโพด และตำแป้ง เป็นต้น บางทีก็เรียกว่า ครกกระดกหรือเรียกว่า มอง
ก็มีปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมาก
จะมีอยู่บ้างในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าว หรืออาจอยู่ห่างไกล
พวกชนกลุ่มน้อยบางพวก เช่น พวน โซ่ง แม้ว อีก้อ ซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควรตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ ตัดให้เป็นท่อน
สูงประมาณ 50 – 60 เซนติเมตร
ขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่น ๆ ให้เป็นเบ้าลึกลงไป
ให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ 1 ถัง ทำคานไม้ยาวประมาณ
3 – 4 เมตร เพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าว
ตั้งเสา 2 ต้นฝังดินให้แน่น อยู่ในแนวเดียวกัน กลางเสาทั้ง 2
ต้นใช้สิ่วเจาะรู หรือบากไม้ให้ เป็นร่อง แล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง
2 ต้นให้ขนานกับพื้นดิน วางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสากใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา
2 ต้น
วิธีใช้จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสาก
เมื่อใส่ข้าว ข้าวโพดที่เป็นฝัก ๆ ไปแล้ว จะใช้แรงเหยียบที่ปลายคาน
ด้านที่ยึดติดกับเสา 2 ต้น
เมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไป สากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หก เวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลง
สากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครก การตำข้าว ตำฝักถั่ว ตำฝักข้าวโพด
จะต้องมีคนช่วยกัน คนหนึ่งเป็นคนเหยียบ
อีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับไปกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึง
หากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อย ๆ จะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ด
ชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่ง เพื่อฝัดให้เศษผงต่าง ๆ ปลิวออกไป
แล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออก ก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป
ภาพที่ 9 คราด
คราด เป็นเครื่องมือใช้สำหรับการทำนาชนิดหนึ่ง
โดยใช้ครูดกับดินที่ไถแล้วให้ก้อนดินแตกละเอียด
ก่อนที่จะปลูกข้าวหรือหว่านเมล็ดข้าวเปลือกตัวคราดจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น
ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ตะเคียน เป็นต้น คราดมีส่วนประกอบ แม่คราด
ลูกคราด มือคราด และคันคราด ส่วนที่เป็นแม่คราดทำจากแผ่นไม้ค่อนข้างหนาประมาณ 2 – 4 นิ้ว หน้ากว้างประมาณ 15 –
25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 – 4 เมตร
ใช้กบไสให้ผิวไม้ที่เป็นแม่คราดเรียบ
เจาะรูด้วยสว่านให้รูกว้างพอที่ลูกคราดจะสอดใส่ไปได้
การเจาะรูในตัวแม่คราดให้ทะลุไม้ด้านบน การเจาะรูใส่ลูกคราดจะเว้นระยะห่างพอสมควร
คราดอันหนึ่งเจาะรูใส่ไว้ประมาณ 10 – 15 ลูก
ถ้าคราดใช้เทียมวัวเทียมควายตัวเดียว คราดจะมีขนาดเล็ก ลูกคราดจะมีน้อย
แต่ถ้าเทียมวัวเทียมควาย 2 ตัว คราดยาว
ลูกคราดมีมากขึ้นส่วนที่เป็นลูกคราด เหลาให้เป็นซี่ ๆ มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร โคนลูกคราดโต ปลายที่ครูดกับดินเรียวแหลมตอกโคนลูกคราดสอดกับรูที่เจาะไว้ในตัวแม่คราด
รูที่เจาะจะใช้สิ่วตกแต่งรูให้เป็นสี่เหลี่ยม โคนลูกคราดถากเป็นสี่เหลี่ยมด้วย
หากใส่ลูกคราดไปในรูที่เตรียมไว้ไม่แน่นพอ ต้องใช้ลิ่มตอกแซมให้แน่น
บางแห่งลูกคราดอาจใช้เหล็กท่อนยาวแทนไม้
มือคราด หรือที่จับคราดจะทำเป็นคันยาวเกือบเท่าตัวแม่คราด เจาะรูแม่คราดไว้ 2 รู ใช้ไม้ 2 ท่อน ตั้งเป็นเสาเข้าเดือยกับไม้ที่เตรียมไว้เป็นที่เป็นมือจับ มือจับคราดมักเหลาให้กลมเพราะจะได้ไม่เจ็บมือคันคราดจะใช้ไม้ไผ่ เช่น ไม้รวก หรือไม้เลี้ยงที่แก่จัด 2 ลำ ยาวประมาณ 3 – 5 เมตร ใช้ไม้ส่วนโคนใส่ในรูที่เจาะไว้ตัวแม่คราด 2 รู ตอกลิ่มให้แน่น ส่วนปลายคันคราดใช้ลิ่มเจาะรูไม้ไผ่ยึดติดกันเป็นรูปชายธงเวลาใช้คราดผูกเส้นหนัง เช่น หนังวัว หนังควาย ที่ทำเป็นเกลียวเชือก เรียกว่าหนัง หัวคราด หรือเส้นเชือกใหญ่ผูกติดที่ปลายคันคราด เพื่อมัดบริเวณที่กึ่งกลางแอก วิธีใช้ ใช้ลูกคราดครูดกับดินที่ไถให้ร่วนซุย หากจะใช้คราดครูดดินให้ลึกต้องใช้แรงคนกดลงไปที่มือจับคราด หรืออาจใช้เท้าเหยียบตัวแม่คราดก็ได้ นอกจากคราดจะทำให้ดินละเอียดแล้ว คราดยังสามารถปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอกันได้ เช่น ถ้าคราดไปถึงพื้นดินที่เป็นแอ่ง เป็นหลุมก็จะกดคราดเอาดินไปทิ้งไว้บริเวณนั้น ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการใช้คราดไม้กันแล้ว เพราะได้มีการใช้เหล็กประดิษฐ์เป็นคราดเหล็กแทน และยิ่งมีรถไถนาชนิดเดินตามซึ่งใช้กันโดยทั่วไป จะมีผาลหรือจานซอยดินให้ละเอียดอยู่แล้ว การใช้คราดจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อไป
มือคราด หรือที่จับคราดจะทำเป็นคันยาวเกือบเท่าตัวแม่คราด เจาะรูแม่คราดไว้ 2 รู ใช้ไม้ 2 ท่อน ตั้งเป็นเสาเข้าเดือยกับไม้ที่เตรียมไว้เป็นที่เป็นมือจับ มือจับคราดมักเหลาให้กลมเพราะจะได้ไม่เจ็บมือคันคราดจะใช้ไม้ไผ่ เช่น ไม้รวก หรือไม้เลี้ยงที่แก่จัด 2 ลำ ยาวประมาณ 3 – 5 เมตร ใช้ไม้ส่วนโคนใส่ในรูที่เจาะไว้ตัวแม่คราด 2 รู ตอกลิ่มให้แน่น ส่วนปลายคันคราดใช้ลิ่มเจาะรูไม้ไผ่ยึดติดกันเป็นรูปชายธงเวลาใช้คราดผูกเส้นหนัง เช่น หนังวัว หนังควาย ที่ทำเป็นเกลียวเชือก เรียกว่าหนัง หัวคราด หรือเส้นเชือกใหญ่ผูกติดที่ปลายคันคราด เพื่อมัดบริเวณที่กึ่งกลางแอก วิธีใช้ ใช้ลูกคราดครูดกับดินที่ไถให้ร่วนซุย หากจะใช้คราดครูดดินให้ลึกต้องใช้แรงคนกดลงไปที่มือจับคราด หรืออาจใช้เท้าเหยียบตัวแม่คราดก็ได้ นอกจากคราดจะทำให้ดินละเอียดแล้ว คราดยังสามารถปรับพื้นดินให้สม่ำเสมอกันได้ เช่น ถ้าคราดไปถึงพื้นดินที่เป็นแอ่ง เป็นหลุมก็จะกดคราดเอาดินไปทิ้งไว้บริเวณนั้น ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการใช้คราดไม้กันแล้ว เพราะได้มีการใช้เหล็กประดิษฐ์เป็นคราดเหล็กแทน และยิ่งมีรถไถนาชนิดเดินตามซึ่งใช้กันโดยทั่วไป จะมีผาลหรือจานซอยดินให้ละเอียดอยู่แล้ว การใช้คราดจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อไป
ภาพที่ 10 คานหลาว
คานหลาว หรือไม้คันหลาว
ใช้สำหรับเสียบตรงกลางฟ่อนข้าวเพื่อใช้หาบ
การที่จะใช้กระบุงแล้วใช้ไม้คานหาบฟ่อนข้าวนั้น หาบได้ครั้งละไม่กี่ฟ่อนก็เต็มกระบุงแล้ว
การใช้คานหลาวจึงมีความเหมาะสมกว่าเพราะหาบได้ทีละหลาย ๆ
ฟ่อนไม้ที่ทำเป็นคานหลาวใช้ไม้ไผ่ลำตรง ๆ คานหลาวแต่ละอันมีความยาวประมาณ 2 เมตร
ชาวบ้านจะนำไม้ไผ่ไปผึ่งแดดให้แห้งหรืออาจลนไฟก็ได้
เหลาข้อไม้ไผ่ให้เรียบไม่ให้มีเสี้ยน จากนั้นจะใช้มีดเสี้ยมปลายไม้ไผ่ทั้งสองข้าง
ตรงส่วนล่างที่ตอกมัดข้าวหรือบางแห่งก็ใช้ต้นข้าว มัดขมวดไว้ไม่ให้หลุด
ซึ่งเรียกกันว่า เคน็ดข้าว ปากฉลามทั้ง 2 ข้างจะมีความยาวประมาณ
20 – 30 เซนติเมตร
คานหลาวใช้หาบฟ่อนข้าวไปที่กองข้าว
ซึ่งรวมกันไว้เป็นกองใหญ่ ๆ ที่ใดที่หนึ่ง
เพื่อจะใช้เกวียนหรือรถบรรทุกฟ่อนข้าวไปลานนวด หากลานข้าวอยู่ใกล้ ๆ
ก็จะใช้หาบไปเลย นอกจากใช้หาบฟ่อนข้าวแล้วชาวนายังใช้หาบแฝก หญ้าคา และฟ่อนหญ้า
ถ้าใช้ไม้ไผ่ต้นแก่จัดทำคานหลาวรวมทั้งเก็บรักษาให้ดี
ไม่มีมอดกัดแล้วคานหลาวจะใช้ได้ระยะเวลานาน ๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี
ปัจจุบันคานหลาวไม่ค่อยมีใช้ในหมู่ของชาวนา เพราะหมดความจำเป็นไปทุกขณะ
ไม่ต้องหาบข้าวไปไกล ๆ ให้หนักและเหนื่อยแรง จะมีรถนวดข้าวมาจอดที่กองรวมข้าวในนา
แล้วนวดออกมาเป็นเมล็ดข้าวเปลือกในทันทีทันใด
ภาพที่ 11 เครื่องสีข้าว
เครื่องสีข้าว
เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสีข้าวเปลือกให้ร่อนออกจากเมล็ด ซึ่งเรียกว่า ข้าวกล้อง
แล้วนำไปใส่ครกตำทำให้ข้าวขาวเป็นข้าวสาร วิธีใส่ครกตำเรียกว่าซ้อมข้าว
การสีข้าวมีวิธีการคล้ายโม้แป้ง
เครื่องสีข้าวสานด้วยผิวไม้ไผ่เป็นรูปทรงกระบอกมีขอบสูงทำเป็นถาดรองข้าวกล้อง
ส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วน
คือ ท่อนฟันบน ท่อนฟันล่าง แกนหมุน ไม้คาน และ คันโยก ท่อนฟันบน
สานด้วยผิวตอกไม้ไผ่เป็นรูปทรงกลมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 50 เซนติเมตร
ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปรขวางเป็นไม้คาน ให้ปลายไม้ทะลุผิวไม้ไผ่ที่สานท่อนฟันบนออกมาข้างละ
25 เซนติเมตร
ไม้คานที่โผล่จะเจาะรูให้ทะลุเพื่อให้สลักคันโยก
ซึ่งมีเดือยสอดไว้สำหรับโยกให้หมุนไปโดยรอบ
ใช้ดินเหนียวอัดให้แน่นพรมด้วยน้ำเกลือเพื่อให้ดินรัดตัวแน่นขึ้น
และป้องกันปลวกไม้ให้เข้าไปกัดกินเครื่องสีข้าวด้วย ตรงศูนย์กลางท่อนฟันบนทำเป็นรูกลวงไว้
เมื่อเทข้าวเปลือกลงไปภายในท่อนฟันบน
เวลาท่อนฟันบนหมุนข้าวเปลือกจะไหลลงไประหว่างท่อนฟันบนและท่อนฟันล่างซึ่งทำขบกันอยู่
ฟันบนและฟันล่างที่ใช้เสียดสีเปลือกข้าวแตกออกจากเมล็ดจะทำด้วยแผ่นไม้แข็งบาง ๆ
สลับกับดินเหนียวคลุกแกลบอันจนแน่นหลาย ๆ ซี่จนรอบท่อนฟันบนและฟันล่าง ท่อนฟันล่าง
สานด้วยผิวตอกไม้ไผ่ทำเป็นถาดขอบสูงรองรับข้าวกล้องที่สีแล้ว
เจาะรูให้ไหลลงมาที่กระบุงหรือถังรองรับตรงกลางท่อนฟันล่างอัดดินเหนียว
พรมด้วยน้ำเกลือเช่นกัน ทำฐานรองรับท่อนฟันล่าง แกนหมุน
ทำไม้แกนหมุนไว้ตรงศูนย์กลางของท่อนฟันล่างอัดดินรัดให้แน่น
แกนหมุนจะเป็นเดือยสอดรูทะลุถึงไม้คานที่ขวางไว้ ไม้คาน
ทำด้วยไม้เนื้อแข็งขนาดไม้แปร ยาวประมาณ 2 เมตร
ขวางท่อนฟันบนเจาะรูปลายไม้เมื่อสอดสลัดคันโยก คันโยก ใช้ลำไม้ไผ่โต ๆ
ทำเป็นคันโยกมีมือจับเจาะรูปลายไม้คันโยกทำสลักเดือยสอดกับรูไม้คานการสีข้าวจะใส่ข้าวเปลือกเข้าไปในส่วนลึกเว้าของท่อนฟันบน
ใช้มือโยกหมุนเวียนไปด้านขวามือของผู้หมุน
จนได้เป็นข้าวกล้องแล้วนำมาซ้อมข้าวให้ขาวเพื่อเก็บไว้สำหรับหุงกินต่อไป
ภาพที่ 12 เคียว
เคียว เป็นเครื่องมือสำหรับเกี่ยวข้าว
เกี่ยวถั่ว และเกี่ยวหญ้าต่างๆ แต่จุดประสงค์ที่สำคัญคือ ใช้เกี่ยวรวงข้าวเป็นหลัก เมื่อชาวนาปักดำต้นกล้าจนกระทั่งออกรวง
และเมล็ดแก่จัดรวงข้าวเหลืองไปทั่วทุ่งนา แล้วใช้ท่อนไผ่ยาว ๆ
นวดข้าวให้ล้มไปทิศทางเดียวกัน จะได้ใช้เคียวเกี่ยวข้าวได้สะดวก ข้าวไม่พันกัน
เคียวเกี่ยวข้าวมีหลายแบบ เช่นเคียวกระสา
ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงกว้างเหมือนคอนกกระสา
เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวซึ่งใช้วิธีปักดำ เพราะต้นข้าวแบบปักดำต้นข้าวจะกอใหญ่
จึงจำเป็นต้องใช้เคียววงกว้างเคียวกระยาง ลักษณะรูปเคียวโค้งเป็นวงแคบกว่าเคียวกระสา
วงเคียวที่แคบกว่านี้เหมือนคอนกกระยาง
ใช้เกี่ยวข้าวนาดำและนาหว่านซึ่งกอข้าวไม่ใหญ่นัก
จะทำด้ามจับยาวและนิยมใช้กันมากที่สุด เคียวงู ลักษณะปลายเคียวเหมือนหัวงู
วงเคียวแคบกว่าเคียวกระยาง มีคอคอดตรงคองู เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวฟ่างและรวงข้าวที่พันกันยุ่งไม่เป็นระเบียบ
จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้าวทีละรวงในบางครั้ง เคียวงูจะทำด้ามงอ
เพื่อให้มือจับได้ถนัดมีแรงดึงได้มาก ปกติมักใช้เกี่ยวข้าวฟ่าง มากกว่า
เพราะต้นข้าวฟ่างค่อนข้าวเหนียว เคียวขอ ส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบจังหวัดเพชรบูรณ์
จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตร
คงได้รับอิทธิพลมาจากเคียวเกี่ยวข้าวของจังหวัดแถบภาคอีสาน และประเทศกัมพูชา
เป็นต้น เคียวขอบางทีก็เรียกว่า “กรูด” เคียวขอจะใช้กิ่งไม้หรือรากไม้เนื้อแข็ง
ซึ่งมีลักษณะโค้งงออยู่แล้วถากและเหลาให้เรียบ
ให้ส่วนเป็นขอมีความโค้งเป็นวงกว้างมาก เสี้ยมปลายให้แหลม
ขอนี้จะใช้สำหรับกวาดต้นข้าวให้มารวมกัน
เมื่อจับรวงข้าวได้แล้วจะพลิกเคียวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับขอมาเกี่ยวรวงข้าว
แล้วใช้ขอด้านล่างกองรวม
ใช้มือจับประคองฟ่อนรวงข้าวให้ไปกองอยู่รวมกันเพื่อผูกมัดด้วยตอกหรือซังต้นข้าวมัดเป็นฟ่อน
ภาพที่ 13
ด้วงหนู
ด้วงหนู
เป็นเครื่องมือใช้สำหรับดักหนูในฤดูหลังการเก็บเกี่ยวข้าว
ในช่วงนี้มีหนูแพร่พันธุ์มากที่สุด โดยจะกินเมล็ดข้าวเปลือกในท้องทุ่งนา
ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงคิดทำเครื่องมือดักหนู ซึ่งเรียกว่า
ด้วง หรือด้วงหนู นอกจากด้วงจะช่วยกำจัดหนูในนาแล้ว
ยังดักหนูไว้ทำเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยอีกอย่างหนึ่ง ด้วงหนูทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ 1
ปล้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
การเลือกขนาดลำไม้ไผ่มาทำกระบอก แล้วแต่การคาดคะเนว่าจะดักหนูตัวโตขนาดใด ถ้าคิดว่าดักหนูขนาดปานกลางก็ใช้กระบอกให้พอเหมาะ
แต่ถ้าดักหนูขนาดใหญ่ ลำไม้ที่นำมาทำกระบอกจะต้องมีขนาดใหญ่ด้วย ใช้กระบอกไม้ไผ่ 1
ปล้อง ด้านหนึ่งให้เหลือข้อภายในไว้ทำเป็นก้นด้วง
มีลักษณะก้นตันปลายปากกระบอกด้านหนึ่งกลวงสำหรับให้หนูเข้ามาทางปลายกลวง
เหลาซี่ไม้ไผ่เป็นคันแร้วเรียวปลายยาวประมาณ 1 เมตร
โคนคันแร้วเสียบกับรูกระบอกด้านก้นด้วง ผูกเส้นเชือกปลายคันแร้ว
เส้นเชือกมีความยาวขนาดคันแร้วเจาะรูกระบอกไม้ไผ่ 2 รู
ด้านปลายปากกระบอก เพื่อร้อยเส้นเชือกไว้เป็นห่วงรัดตัวหนู ระหว่างรูที่เจาะ 2
รูนั้น ร้อยเชือกสั้น ๆ ทำเป็นห่วงไว้ร้อยกับปิ่นขัดมัดปิ่นเกือบกึ่งกลางเส้นเชือกนำไปขัดกับไม้เสียบอาหาร
ไม้ขัดหรือไม้ลิ้นพาดปากกระบอกซึ่งทำหน้าที่เสมือนไกวิธีดักหนู
จะเลือกดักหนูบริเวณคันนา ข้างรูหนู หรือทางเดินของหนูที่เรียกว่า
ด่านหนูใช้ปลายปากกระบอกขวางทางไว้ อาจวางด้วงไว้ในแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได้
ใช้ไม้ขัดเสียบอาหารประเภทเนื้อมะพร้าวเผาปลาเค็ม หรือใส่เมล็ดข้าวเปลือก
ข้าวสารไว้ก้นด้วง ดึงเส้นเชือกที่ผูกปิ่นขัดไว้ให้ตึง
คันแร้วจะโก่งตามด้วยใช้ปลายปิ่นข้างหนึ่งไปขัดกับบ่าไม้ซึ่งใช้เสียบเหยื่อ อีกข้างหนึ่งเสียบกับห่วงตรงกลาง
เมื่อปิ่นกับไม้เสียบอาหารหรือไม้ขัด ซึ่งขวางกระบอกขัดกัน
แล้วจะทำให้เส้นเชือกด้านล่างหย่อน ทำให้เป็นห่วง
ปลายปากกระบอกด้านในแซะร่องไว้เป็นรางวางเชือก
เมื่อหนูได้กลิ่นเหยื่อจะล่อเข้าไปในกระบอกไปดึงหรือไปถูกไม้เสียบอาหารที่ขัดกับปิ่นไว้จะหลุด
คันแร้วจะกลั่นขึ้นโดยเร็ว ห่วงที่หนูกำลังคร่อมอยู่ก็จะรัดโดยเร็ว
และรัดคอหรือตัวหนูทันที
\
ภาพที่ 14 ไถ
ไถ
เป็นเครื่องมือประกอบการทำนาทำไร่ ใช้ควายหรือวัวลากเพื่อกลับดิน
แล้วใช้คราดหรือขลุบทำดินที่ไถไว้ให้ก้อนเล็กลง
เพื่อเพาะปลูกพืชได้สะดวกการใช้ไถของชาวบ้านในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ
มักใช้ไถเดี่ยวมากกว่าไถคู่ ที่เรียกว่าไถเดี่ยวเพราะใช้ควายลากไถนาเพียงตัวเดียว
เหตุที่นิยมใช้ควายลากเพราะว่ามีความแข็งแรงไม่กลัวฝนที่ตกอยู่เสมอ
หากใช้วัวเตรียมดินเพาะปลูก มักใช้วัวเป็นคู่สำหรับเตรียมลากคราดและขลุบไถมีส่วนประกอบ
คือคันไถ เป็นส่วนโค้งงอนเสียบเข้าเดือยกับหางยาม ไม้ที่นำมาทำคันไถจะใช้ ไม้แดง
ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน โดยใช้เลือกกิ่งต้นที่มีลักษณะโค้งงอคล้ายรูปคันไถอยู่แล้ว
ใช้ขวานถากไม้ให้มีขนาดเล็กลง ใช้บุ้งและกระดาษทรายขัดเนื้อไม้ให้เรียบ
ปลายคันไถมักทำเป็นรูปดอกบัวตูม
เจาะรูส่วนปลายเพื่อร้อยเชือกหนังมัดกับแอกน้อยให้ควายลากไถหางยาม
เป็นส่วนที่เข้าเดือยกับคันไถซึ่งใช้ลิ่มตอกให้สนิทและแน่น
โดคนไม้หางยามจะเข้าเดือยกับหัวหมู ส่วนปลายหางยามถากและเหลาเล็กลง
ปลายงอเป็นมือจับเวลาไถนาหัวหมู เป็นส่วนฐานวางติดพื้น มีรูปร่างเหมือนหัวหมู
หลายหัวหมูด้านหน้า ถากเป็นเดือยสอดเข้ากับผาลไถนา
ก่อนใส่ผาลกับหัวหมูจะเคี่ยวครั่งจนเหลว ทาครั่งร้อน ๆ บนผิวไม้
หัวหมูประกบกับผาลเหล็ก เมื่อครั่งเย็นจะทำให้ผาลและหัวหมูยึดติดกันแน่นคอม
เป็นไม้โค้งวางพาดคอควายหรือวัว เพื่อมัดเชือกปลายคอม 2 ด้าน ชาวบ้านเรียกว่า “เชือกค่าว” นำปลายเชือกไปมัดกับปลายแอกน้อยอีกทอดหนึ่ง
แอกน้อย เป็นไม้ท่อนสั้นประมาณ 50 เซนติเมตร
เจาะรูกึ่งกลางแอกน้อยเพื่อร้อยเชือกหนังหรือหวาย ปลายแอกน้อย 2 ข้าง ควั่นรอยลึกสำหรับผูกเชือกค่าวให้ควายดึงไดไปข้างหน้าการไถนา ใช้วัว
ควาย ลากไถกลับดินเตรียมเพาะปลูกเหมือนสมัยก่อน เริ่มหาดูได้ยากขึ้นเป็นลำดับ
เพราะเปลี่ยนมาใช้รถไถนาชนิดเดินตามเกือบหมด วัว
ควายที่เลี้ยงไว้พลอยลดน้อยลงไปด้วย แม้จะหาปุ๋ยคอกหรือมูลวัว มูลควาย
มาใช้ทาหรือยาลานวัวนวดข้าวยิ่งหาลำบากขึ้น ไถซึ่งเคยใช้ก็กลายเป็นเศษฟืนก่อไฟไปเกือบหมด
ภาพที่ 15 ระหัด
ระหัด
เป็นเครื่องชักน้ำหรือวิดน้ำ ทำด้วยไม้เป็นรางใช้มือหมุน
และใช้ถีบด้วยเท้าก็มีการเกษตรกรรมโดยทั่วไปต้องอาศัยน้ำสำหรับทำการเพาะปลูก
โดยเฉพาะการทำนาต้องมีน้ำแช่ต้นข้าวจนกระทั่งข้าวออกรวง
ชาวนาจะปลูกข้าวในฤดูฝนปีละครั้ง เรียกว่า ข้าวนาปี
แต่เมื่อมีการชลประทานดีขึ้นจะปลูกข้าวนอกฤดูฝนอีกด้วย ซึ่งเรียกว่า นาปรัง
การใช้ระหัดวิดน้ำมีความสำคัญต่อการทำนาในสมัยก่อนมาก
เพราะเมื่อฝนตกชุกน้ำในแม่น้ำลำคลองจะมีระดับสูงขึ้น
หากแปลงนาซึ่งทำคันไว้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้มากพอ สำหรับการเพาะปลูกแล้ว
ชาวนาจะใช้ชงโลงหรือระหัดวิดน้ำเข้าแปลงนา
การใช้ชงโลงอาจวิดน้ำได้ครั้งละไม่มากนัก และหนักแรงพอสมควร ดังนั้นจึงได้คิดวิธีวิดน้ำหรือชักน้ำโดยการใช้ระหัดขึ้นระหัด
มักทำด้วยไม้สัก มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ รางน้ำ ใบระหัด เพลา และมือหมุนรางน้ำ
ใช้ไม้สักทำเป็นโครง มีความยาวประมาณ 5 – 6
เมตร ใช้ไม้แผ่นบาง ๆ ตีประกบทั้ง 2 ข้าง
ให้รางน้ำซีกข้างบนโปร่ง ด้านล่างตีไม้ทึบ รางน้ำมีความสูงประมาณ 40 – 50 เซนติเมตรใบระหัดหรือใบพัด ตัดไม้แผ่นบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 30
– 40 ใบ ความกว้างประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร
ความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร
เข้าเดือยใบระหัดแต่ละใบโดยใช้สลักตอกให้แกนใบยึดซึ่งกันและกัน
ใบระหัดจะยึดคล้องกันดุจลูกโซ่ มีความยาวเป็น 2 เท่า
ของรางน้ำเพลา ทำเป็นท่อนไม้วงกลมใช้ไม้หรือเหล็กเป็นแกน เจาะรูหลวม ๆ
ให้หมุนได้สะดวก มีเหลาด้านปลายรางน้ำ 2 เพลา
ทำเป็นลักษณะคล้ายฟันเฟือง เพื่อให้ใบระหัดกับฟันเฟืองสับกันไปมา
สามารถชักดึงให้ใบระหัดเคลื่อนหมุนได้มือหมุน มือหมุน 2 ข้างจะทำเป็นแกนมีที่จับ
เจาะรูยึดกับแกนเพลา ใช้หมุนโดยการดึงสลับข้างกัน
เวลาใช้จะวางระหัดด้านปลายจุ่มไปในน้ำให้เอียงทอด
ดึงมือหมุนทีละข้างสลับกันไปเรื่อย ๆ
แกนเพลาเมื่อหมุนแล้วจะทำให้ฟันเฟืองและใบระหัดหมุนตาม
ใบระหัดจะพุ้ยน้ำหรือตักน้ำขึ้นมาในรางและไหลออกตรงช่องมือหมุน
การวิดระหัดอาจใช้คนเดียวหรือ 2 คน ช่วยกันหมุน
ซึ่งทำให้ผ่อนแรงได้มากการใช้ระหัดวิดน้ำนอกจากใช้เพื่อการเพาะปลูกแล้ว
ยังใช้วิดน้ำหาปลาได้อีกด้วย ขณะนี้ไม่นิยมใช้ระหัดวิดน้ำแล้ว
เพราะเกษตรกรหันมาใช้เครื่องสูบน้ำเข้ามาแทนระหัดวิดน้ำอาจมีขนาดสั้นและยาวตามความต้องการของผู้ใช้
ภาพที่ 16 ครกไม้
ครกไม้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ครกซ้อมมือ
ครกตำข้าว เป็นต้น ครกไม้เป็นของใช้สำหรับตำข้าวเปลือก ตำงา ตำถั่ว ตำแป้ง
ตำข้าวเม่า แต่ส่วนใหญ่ในสมัยก่อนมุ่งใช้เพื่อตำข้าวเปลือกเป็นหลัก
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงสีข้าวเหมือนในปัจจุบัน
ชาวบ้านจึงต้องหาวิธีตำข้าวเปลือกให้เป็นเมล็ดข้าวสารไว้หุงกิน
จึงคิดประดิษฐ์ครกไม้ขึ้นมาครกไม้จะใช้ท่อนไม้ใหญ่ทั้งลำต้น มักเป็นไม้เนื้อแข็ง
เช่น ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้พะยอม ฯลฯ ชาวบ้านตัดท่อนไม้ยาวประมาณ 1 เมตร
ตัดหัวตัดท้ายให้ผิวราบเรียบเสมอกัน
เพราะเมื่อเวลานำครกตั้งไว้จะได้ตั้งได้ตรงไม่กระดกเอียงไปมาได้
จากนั้นเจาะส่วนตรงกลางด้านบนของท่อนไม้ให้เว้าลึกลงไปเหมือนครกหิน
การเจาะลึกจะใช้ขวานโยนฟันและค่อย ตกแต่งไปเรื่อย ๆ ให้ปากครกกว้าง
ก้นครกลึกสอบเข้าเป็นหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เมื่อทำครกเสร็จแล้วต้องทำสากซึ่งทำได้ 2
วิธีการ
1. ทำสากมือชนิดใช้ไม้ท่อนเดียวกลม ๆ
ยาวประมาณ 2 เมตร เหลาให้คอดกิ่ว ตรงกลาง
เพื่อเป็นมือจับปลายสาก 2 ข้างมนใช้สำหรับตำข้าว
2. ทำสากชนิดใช้ไม้ 2 ท่อน คือ ท่อนหนึ่งสำหรับตำ อีกท่อนหนึ่งเป็นมือจับ เรียกว่า
สากโยนหรือสากมือการตำสิ่งของต่าง ๆ เช่น ตำข้าว ตำงา ตำพริก ตำแป้งขนมจีน และอื่น
ๆ อาจตำคนเดียว หรือ 2 – 3 คนก็ได้ ถ้าตำหลายคนต้องตำสลับกัน
เมื่อตำสิ่งของละเอียดจะมีคนคอยใช้มือกลับไปกลับมาให้ตำทั่วถึงกัน
ในปัจจุบันครกดังกล่าวนี้นับวันจะหมดไป เพราะความไม่สะดวกในการใช้
ยังมีใช้อยู่บ้างตามแถวชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ
ภาพที่ 17 ช้างหีบ
ช้างหีบ
เป็นเครื่องมือสำหรับหีบอ้อย เนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้วเป็นน้ำกะทิ หีบถั่วงา ละหุ่ง
ซึ่งใช้ครกตำแหลกเพียงเล็กน้อยนำมาห่อใช้ช้างหีบเป็นน้ำมัน ช้างหีบ บางทีเรียกว่า
ช้างหีบอ้อย กรามช้าง ไม้คันหีบ ไม้หนีบ ไม้คันโยก
เป็นต้นการเรียกว่าช้างหีบเพราะมีคันโยกสำหรับโน้มกดหีบ มีลักษณะเหมือนกับงวงช้าง
ส่วนฐานรองสำหรับวางท่อนอ้อย มะพร้าว ถั่ว งา ละหุ่ง
คล้ายลักษณะของปากช้างด้านล่าง หรือคล้ายกรามช้างช้างหีบ ทำจากไม้เนื้อแข็ง
มีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน
คือ
1. ไม้วงช้าง
เป็นไม้คันโยกสำหรับโน้มกดหีบอ้อย มะพร้าว ฯลฯ เพื่อเค้นน้ำออกมา
ถากไม้ให้มีลักษณะเหมือนงวงช้าง มีโคนงวงใหญ่หลายงวงเรียวเล็ก
ใช้เป็นที่จับโยกขึ้นโยกลงได้ ไม้งวงช้างด้านโคนงวงเจาะรูให้ทะลุ
เพื่อใช้เหล็กสลักสอดรูยึดกับไม้ตั้ง ไม้งวงช้างมีความยาวประมาณ 1 – 2 เมตร
2. ไม้ตั้งหรือไม้ลูกตั้ง
เป็นไม้แผ่นหนายาวประมาณ 30 เซนติเมตร
ใช้สิ่วเจาะรูกว้างเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อให้ไม้โคนงวงช้างซึ่งทำเป็นเดือย
เจาะรูสอดเข้ามาได้ในลักษณะ หลวม ๆ จะได้โยกปลายงวงช้างขึ้นลงได้สะดวก
และยังใช้สอดไม้เดือยปากช้าง หรือกรามช้างให้ยึดแน่น
ฐานล่างไม้ตั้งจะเข้าเดือยกับแผ่นไม้ขวางหรือที่เรียกว่า ไม้ตีนช้าง
3. ไม้ขาวางหรือไม้ตีนช้าง
ทำด้วยไม้แผ่นหนารูปลักษณะคล้ายปากช้างด้านล่าง บางแห่งเรียกว่า กรามช้าง
ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างไม้งวงช้าง และไม้ตีนช้าง โคนปากกลมใหญ่ ๆ ปลายปากเรียว
ใช้สิ่วเจาะรูเป็นร่องโดยรอบของไม้ปากช้าง
วางไม้ปากช้างให้ลาดเอียงกับส่วนปลายปากช้างเล็กน้อย ไม้ปากช้างใช้สำหรับวางสิ่งของที่จะหีบให้เป็นน้ำออกมา
แล้วไหลไปตามร่องเพื่อใส่ภาชนะรองรับอีกครั้งหนึ่ง
4. ไม้ปากช้างหรือกรามช้าง
ทำด้วยไม้แผ่นหนารูปลักษณะคล้ายปากช้างด้านล่าง บางแห่งเรียกว่า กรามช้าง
ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างไม้งวงช้าง และไม้ตีนช้าง โคนปากกลมใหญ่ ๆ ปลายปากเรียว
ใช้สิ่วเจาะรูเป็นร่องโดยรอบของไม้ปากช้างวางไม้ปากช้างให้ลาดเอียงกับส่วนปลายปากช้างเล็กน้อย
ไม้ปากช้างใช้สำหรับวางสิ่งของที่จะหีบให้เป็นน้ำออกมา
แล้วไหลไปตามร่องเพื่อใส่ภาชนะรองรับอีกครั้งหนึ่ง
วิธีใช้ หากใช้หีบอ้อย จะใช้อ้อยเป็นท่อน ๆ ปอกเปลือกแล้ววางที่ปากช้าง
โน้มกด ปลายงวงช้างลงมา ท่อนอ้อยเมื่อถูกหีบน้ำอ้อยจะไหลออกมา
หากใช้หีบมะพร้าวขูดแล้วเพื่อบีบเอาน้ำกะทิ จะใช้รกมะพร้าวหรือผ้ากรอง
ชาวบ้านเรียกผ้ามุ้งห่อมะพร้าวไปวางให้ไม้งวงช้างหีบเป็นน้ำกะทิหากใช้หีบถั่ว งา
ละหุ่ง จากใส่ครกตำเมล็ดให้แหลกก่อนแล้วจึงนำไปห่อผ้ากรอง
หีบเค้นออกมาเป็นน้ำมันเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ ต่อไป


.jpg)

.jpg)
.jpg)












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น